ได้เวลาซื้อกระเป๋าหนังใบใหม่แล้ววว จะเลือกซื้อกระเป๋าหนังทั้งที ก็ต้องลงทุนหน่อย เพราะไม่ใช่ว่าดูแค่ดีไซน์ภายนอก ก็ตัดสินใจซื้อได้เลย สิ่งสำคัญคือต้องดูวัสดุด้วย หลายๆร้าน ที่เคลมว่าขายกระเป๋าหนังแท้ แต่หนังในที่นี้ เราต้องมาแยกอีกว่าเป็นหนังแท้ธรรมชาติ หรือหนังไมโครไฟเบอร์ ถ้าใครอยากทราบว่าหนัง 2 ชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร ลองอ่านบทความนี้ได้เลย คลิก

หลายๆคนอาจจะเคยเจอปัญหาซื้อกระเป๋าหนังที่ร้านมักจะเคลมว่าเป็นกระเป๋าหนังแท้ แถมราคาสูง แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราซื้อไปนั้นเป็นหนังแท้ประเภทไหน วันนี้ เราจะมาแนะนำว่าหนังแท้แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยรวมแล้วหนังแท้ คือ หนังธรรมชาติ เป็นหนังที่ได้จากสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังวัว หนังแกะ หนังจระเข้หรือหนังนกกระจอกเทศ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  1. หนังดิบ คือ หนังที่ได้จากสัตว์ที่ตายแล้ว ที่นำมาใช้โดยไม่ผ่านการฟอก ยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่ายๆจากหนังกลอง หนังตะลุง ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ เนื่องจากต้องใช้ความตึงของผิวหนังสูง

raw hide untanned leather
  1. หนังฟอก คือ หนังดิบที่นำมาผ่านกระบวนการฟอกต่างๆ โดยจะมีทั้งการฟอกโครมและการฟอกฝาด เพื่อให้หนังมีสภาพคงตัว ไม่เน่าเปื่อย มีความทนทานต่อสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม โดยหนังที่ได้หลังจากนำมาผ่านการฟอกแล้ว จะแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด คือ

tanned leather

หนังฟูลเกรน (Full Grain)

เป็นหนังชั้นบนสุด และเป็นหนังส่วนที่ดีที่สุด เพราะจะมีความนทานสูง และเป็นส่วนที่แสดงลวดลายธรรมชาติของสัตว์ได้อย่างชัดเจน หนังประเภทนี้เมื่อนำมาผ่านการฟอกแล้ว จะแสดงรอยตำหนิต่างๆ เช่น รอยแผล รอยย่น รอยรูขุมขนทั้งหมด ซึ่งตำหนิเหล่านี้จะถูกตัดออกไปก่อนที่จะนำหนังมาใช้งาน ด้วยเหตุนี้ ทำให้สินค้าจะมีความสวยงามที่สุด ทนทานที่สุด และยังมีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเภทของหนังชนิดอื่นๆ

full grain leather

หนัง ท็อปเกรน (Top Grain)

เป็นหนังส่วนที่ได้มีการขัดรอยธรรมชาติที่มีมากับหนังออก และผ่านกระบวนการกลบตำหนิหรือรอยรูขุมขนของหนังชั้นบนออก โดยการเจียรออกจากผิวหน้า หนังประเภทนี้มีคุณภาพสูงเหมือนเดิม แต่จะเป็นรองจากหนังชั้น Full Grain เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะนิยมนำไปตัดแต่งหนังชั้นนี้ให้มีสภาพเรียบได้ตามที่ต้องการ

split leather

หนังสปริท (Split)

เป็นส่วนหนังชั้นกลาง นำมาผ่านการทำ Coating ด้านบน หนังชั้นนี้ยังคงมีโครงสร้างของหนังที่ดีอยู่ แต่เนื่องจากการเรียงตัวของไฟเบอร์ในชั้นนี้มีความอ่อนแอกว่าชั้นอื่นๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากหนังประเภทนี้ จะมีความเสื่อมสภาพเร็วกว่า และดูแลรักษาค่อนข้างยาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากหนังชั้นบน 

top grain leather

หนังไลนิง (Lining)

เป็นส่วนหนังชั้นสุดท้าย ไม่มีลวดลาย ส่วนใหญ่จะนิยมนำไปทำซับใน เพิ่มความแข็งแรง เพราะโครงสร้างของหนังไม่เหมาะที่จะนำไปทำเป็นหนังด้านนอกของผลิตภัณฑ์

leather lining

หนังบอนเด็ด (Bonded)

เป็นเศษหนังที่ได้มากจากส่วนหนังด้านบนที่ได้กล่าวมา ได้จากการปาดแยกชั้นหนังแล้วถึงเหลือเป็นเศษของหนังมา ซึ่งโรงงานจะนิยมนำเศษหนังเหล่านี้มาผสมกันทั้งหมดกับกาว จากนั้นนำมาอัดให้แปรสภาพเป็นม้วนหรือเป็นแผ่น ทำการ Coating อีกหนึ่งชั้น ผ่านการย้อมสีตกแต่งให้ดูสวยงาม ถึงแม้ว่าหนังประเภทนี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง แต่ก็มีความทนทานน้อย ขาดง่ายหรือหนังลอกเป็นขุย เมื่อใช้งานในระยะยาว

bonded leather

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือประเภทของหนังแท้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า หนังแท้แต่ละแบบก็จะมีความทนทาน และมีคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีของโรงฟอกนั้นๆอีกด้วย ซึ่งแบรนด์ GF เองนั้น ก็มีกระเป๋าหนังแท้หลากหลายประเภท โดยมีการนำเข้ามาจากโรงฟอกต่างๆ ทั้งจากอิตาลีและสเปน ซึ่งโรงฟอกเหล่านี้ มีการใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อผู้ฟอกและผู้ใช้ และยังมีการควบคุมมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานยุโรป โดยคุณสามารถ คลิก เลือกชมสินค้าที่ผลิตจากหนังแท้จากลิงก์นี้ได้เลย 

เพิ่มเพื่อนเลย!

เพื่อรับข่าวสาร ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ก่อนใคร

@Gianferrente

แหล่งอ้างอิง

https://bestleather.org/types-of-leather
https://cultofcarry.org/why-is-full-grain-leather-considered-the-best-of-the-five-types-of-leather/
https://www.shinola.com/thejournal/types-of-leather
http://www.dhamleather.com/
https://www.worldofleathers.com/leather-guide-and-info/the-diverse-uses-for-different-types-of-leather/
https://stauffenbergberlin.com/th/blog-hidden/item/27-2019-04-19-06-50-10